อบรมออนไลน์ เรื่อง ภาวะสมองเสื่อม: Balance, mobility, cognitive performance and falls
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569
……………………………………………………………………………………………………………………….
การเปลี่ยนแปลงของสมองเมื่อเข้าสู่จากวัยชรา พบว่า สมองจะเริ่มมีการฝ่อตัวเพียงเล็กน้อย (Mild shrink) โดยน้ำหนักและขนาดของสมองจะลดลงประมาณ 10% ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง และพบว่าปริมาตรของเนื้อสมองส่วน white matter จะลดลงมากกว่าเนื้อสมองส่วน grey matter สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) จะมีขนาดเล็กลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับคนปกติ
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เกิดการฝ่อตัวทั่วทั้งสมอง (Global atrophy) อย่างรุนแรงและชัดเจนพยาธิสภาพในระดับเซลล์จะมีการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติคือ Amyloid plaques และ Tau tangles ซึ่งนำไปสู่การตายของเซลล์ประสาท ฮิปโปแคมปัสและโครงสร้างอื่น เกิดการฝ่อตัวอย่างรุนแรง โดยมักพบความสูญเสียในสมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา รวมถึงสมองส่วน Basal Ganglia และ Cerebellum จะเกิดการฝ่อตัวอย่างรุนแรง โดยทำให้ผู้ป่วยมักมีปัญหาการหลงลืม มักถามคำถามเดิมซ้ำๆ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีปัญหาเรื่องการควบคุมการขับถ่าย ความสามารถในการใช้ภาษาลดลงและมักเกิดภาวะเสี่ยงต่อการหกล้ม
นักกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ระยะปกติไปจนถึงมีภาวะสมองเสื่อม โดยมีบทบาทหลักในด้านการรักษา การป้องกัน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ดังนี้
การประเมินผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ (Comprehensive Assessment) คือ การประเมินด้านการรู้คิด การตรวจร่างกายประเมินระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น อาการสั่น (Tremor) หรือการเคลื่อนไหวช้า ประเมินความสามารถในการเดินและการทรงตัว การประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน รวมถึงความเสี่ยงในการหกล้ม การคัดกรองสภาพทางจิตและการรู้คิด เช่น MMSE, MoCA เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรค
การรักษาและชะลอความเสื่อม (Treatment & Delaying Decline) นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่เฉพาะเจาะจงเพื่อรักษาการทำงานของร่างกายและสมอง การออกกำลังกายแบบ แอโรบิก ช่วยเพิ่มสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม และส่งผลดีต่อความจำและการทำงานของสมอง การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง (Strengthening Exercise) ช่วยเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อและส่งเสริมทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการเกิดภาวะสมองเสื่อม โดยควรมีการออกกำลังกายแบบ Resistive exercise จำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ การฝึกการทรงตัวและการเดินรวมทั้งการประเมินอุปกรณ์ช่วยเดินที่เหมาะสมกับผู้ป่วย จะช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้ม การฝึกแบบผสมผสาน (Physical-Cognitive Training) เช่น การใช้เกมออกกำลังกาย (Exergames) หรือกิจกรรมบำบัดในน้ำ เพื่อกระตุ้นทั้งร่างกายและระบบการรู้คิดไปพร้อมกัน
การป้องกันอันตราย (Prevention of Dangers) ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรค การป้องกันการหกล้ม (Falls prevention) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ การป้องกันข้อติด (Contracture) และการป้องกันแผลกดทับ (Pressure sore) ในระยะที่โรคดำเนินไปมาก
การส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Promoting Independence) นักกายภาพบำบัดมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยคงไว้ซึ่งความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) รวมทั้งการปรับสภาพแวดล้อม การให้คำแนะนำเรื่องแสงสว่าง การขจัดสิ่งกีดขวาง และการติดตั้งราวจับในจุดที่จำเป็น เช่น ห้องน้ำ การใช้สิ่งช่วยจำ เช่น ป้ายบอกทาง รูปภาพ หรือรายการสิ่งที่ต้องทำ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง การออกแบบกิจกรรมที่เน้นให้ผู้ป่วยได้ทำหรืองานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีความภูมิใจในตนเอง
การสื่อสารและให้ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ดูแลเป็นสิ่งสำคัญโดย นักกายภาพบำบัดจะให้คำแนะนำแก่ครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย เช่น การใช้คำสั่งที่สั้นและง่าย การให้เวลาผู้ป่วยในการตอบสนอง และการสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วยผ่านท่าทาง ซี่งโดยสรุป เป้าหมายสูงสุดของกายภาพบำบัดคือ การเพิ่มคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวและส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถพึ่งพาตนเองได้
โดย: นางสาวสุวภัทร์ เกตุคำ กลุ่มงานเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลบางมูลนาก


