สรุปการประชุมการประชุมแนวทางในการขับเคลื่อน RDU Literacy (Rational Drug Use Literacy) หรือความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ระหว่างวันที่ 17–18 มีนาคม 2569
เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพและลดปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเน้นให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพและสามารถใช้ยาได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีเหตุผลโดย นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ และ ภญ.สิริลักษณ์ รื่นรวย สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบัน โดยพบว่าปัญหาสุขภาพจำนวนมากมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย และการใช้ยาไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวประมาณ 400,000 รายต่อปี และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้นการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาดังกล่าว

ในการพัฒนา RDU Literacy มีการใช้แนวคิด Health Literacy เป็นพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง โดยมีการนำแนวคิดการบริหารจัดการแบบ 3P ได้แก่ Purpose, Process และ Performance รวมถึงแนวคิด OKRs (Objectives and Key Results) มาใช้ในการกำหนดเป้าหมายและการประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้

อีกแนวคิดหนึ่งที่สำคัญคือ “สุขภาวัฒน์” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสุขภาวะและวัฒนธรรมของชุมชน โดยเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม แนวคิดนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง และสามารถออกแบบวิถีชีวิตที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม


โดย นพ.พิเชษฐได้ยกตัวอย่างการนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในจังหวัดเพชรบุรี โดยมีการดำเนินโครงการ CKD – RDU Literacy เพื่อดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง มีการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การจัดทำระบบฐานข้อมูล เช่น CKD Dashboard และ CKD Mapping เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์โรคในพื้นที่ รวมทั้งมีแนวทางการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เช่น การใช้ยา ACEIs และ ARBs ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง พร้อมแนวทางจัดการผลข้างเคียงจากการใช้ยา

โดยสรุป การขับเคลื่อน RDU Literacy เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพ เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการรักษาโรค แต่เน้นการสร้างความรู้และความเข้าใจด้านสุขภาพให้กับประชาชน รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรค ลดภาระของระบบสาธารณสุข และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
ภญ.สิริลักษณ์ ได้แนะนำแนวทางการออกแบบและประเมิน RDU literacy (rational drug use literacy) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรอบรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านสุขภาพของประชาชน อธิบายแนวคิดการประเมินความรอบรู้ด้านการใช้ยา โดยพิจารณาหลายมิติ เช่น ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล การเข้าใจข้อมูล การซักถามหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคลากรทางสาธารณสุข และการนำความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเครื่องมือประเมินที่ประกอบด้วยคำถามหลายมิติ เพื่อให้สามารถวัดระดับความรอบรู้ของประชาชนได้อย่างครอบคลุม


ภญ.สิริลักษณ์ ยังกล่าวถึงการใช้ สื่อและเทคโนโลยีร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้การสื่อสารความรู้ด้านการใช้ยามีความเข้าใจง่ายและตรงประเด็น เช่น การใช้สัญลักษณ์ (symbolic communication) หรือสื่อที่ช่วยให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลยาและความเสี่ยงจากการใช้ยาได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอการพัฒนารูปแบบ sepsis RDU literacy ซึ่งเป็นการสร้างความรอบรู้ด้านการใช้ยาและการรับรู้โรคติดเชื้อรุนแรง (sepsis) ในระดับชุมชน โดยมีการพัฒนาและทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องที่ รพ.สต.ร่องตาที อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี กระบวนการพัฒนาประกอบด้วยหลายขั้นตอน ได้แก่ การเลือกพื้นที่ดำเนินการ การพัฒนาทีม RDU coordinator การศึกษาบริบทของพื้นที่ การพัฒนาเครื่องมือประเมินความรอบรู้ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการพัฒนาระบบบริหารจัดการในการดำเนินงาน

โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการตามแผนระยะหลายปี โดยเริ่มจากการทดลองในพื้นที่ต้นแบบ จากนั้นจึงขยายการดำเนินงานไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิอื่น ๆ เช่น รพ.สต.ในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดอุทัยธานี และมีเป้าหมายขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกอำเภอในอนาคต

โดยสรุป การออกแบบและประเมิน RDU literacy เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาความรู้และความเข้าใจด้านการใช้ยาในประชาชน ซึ่งต้องอาศัยการออกแบบเครื่องมือประเมินที่เหมาะสม การใช้สื่อการสอนที่เข้าใจง่าย และการมีส่วนร่วมของบุคลากรสาธารณสุขและชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผลและลดปัญหาการใช้ยาไม่เหมาะสม
เภสัชกรหญิงกนกวรรณ ต่อมยิ้ม


