สรุปประชุมวิชาการ เรื่องมุมมองพยาบาลในอนาคต เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน
(Vision for Future of Thai nursing)
วันที่ 5-7 มิถุนายน 2567 โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ จังหวัดระยอง
นโยบายกระทรวงสาธารณสุขกับการพัฒนาระบบสุขภาพไทยในก้าวต่อไป
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ปลัด สธ.เปิดการประชุมวิชาการ ?มุมมองพยาบาลไทยในอนาคต เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน? ชี้พยาบาล รพ.ชุมชน ช่วยผลักดันการพัฒนาบริการสุขภาพในระดับพื้นที่ พร้อมหนุนให้มีความรู้ความเข้าใจกลไกในการขับเคลื่อนนโยบาย พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและทักษะวิชาชีพ จัดโดย สมาคมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน ร่วมกับ ชมรมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน ระหว่างวันที่ 5 ? 7 มิถุนายน 2567 โดยมี ศาสตราภิชาน นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 คณะผู้บริหาร หัวหน้าพยาบาล พยาบาลโรงพยาบาลชุมชน และผู้สนใจ เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน
นพ.โอภาส กล่าวว่า ในการพัฒนาระบบสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายยกระดับการบริการของโรงพยาบาลในสังกัดตามแผนการจัดบริการรูปแบบใหม่ 3 ระดับ คือ Standard ให้บริการสาขาพื้นฐานหลักที่จำเป็น, Academy ให้บริการสาขาหลัก/สาขารองครบทุกสาขาและเป็นที่ศึกษาด้านแพทยศาสตร์ศึกษา และ Premium ให้บริการที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นที่ศึกษาฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน/พยาบาลเฉพาะทาง เพื่อให้ตอบสนองปัญหาและความต้องการผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันการพัฒนาบริการสุขภาพในระดับพื้นที่ จึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจนโยบาย ตลอดจนพัฒนาความรู้ทางวิชาการและทักษะทางการพยาบาลให้มีความเชี่ยวชาญ เพื่อสามารถนำนโยบายไปดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ?สำหรับเรื่องขวัญกำลังใจของวิชาชีพพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนทั้งเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาชีพ การพัฒนาตนเองให้มีทักษะเชิงวิชาชีพที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการ ในการจัดบริการของพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี มีคุณภาพใกล้บ้าน สะดวก รวดเร็วและเท่าเทียม?
นางเรืองศิริ ไกรคง นายกสมาคมผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการบริหารจัดการ และความรู้ความเข้าใจด้านการพัฒนาการพยาบาล นำไปสู่การปฏิบัติจริงในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการองค์กรและการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพในปัจจุบัน โดยมีกิจกรรมทั้งการบรรยาย เสวนาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ แนวคิดผู้บริหารองค์กรกับความคาดหวังบทบาทพยาบาลในอนาคต, จริยธรรมกับการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนที่พยาบาลต้องสนใจ, Safety Tourist & เศรษฐกิจสุขภาพ,ความก้าวหน้าของพยาบาลในอนาคต, การบริหารอัตรากำลังคนด้านพยาบาลในอนาคต, พยาบาลกับการสร้างเครือข่ายการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน และพัฒนาพยาบาลกับ Sky Doctor ในโรงพยาบาลชุมชน เป็นต้น
จริยธรรมกับการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน
ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม (Conflic of interest : COI) เป็นประเด็นปัญหาทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบันที่เป็นบ่อเกิด ของปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในระดับที่รุนแรงขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลักธรรมาภิบาล และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
นิยามศัพท์และแนวคิดสําคัญ ผลประโยชน์ส่วนตน (private interest) ? ?ผลประโยชน์? คือ สิ่งใด ๆ ที่มีผลต่อ บุคคล/กลุ่ม ไม่ว่าในทางบวกหรือ รวมถึงคนที่ติดต่อสัมพันธ์ด้วย ประสงค์จะให้คนเหล่านี้ได้หรือเสียประโยชน์ เมื่อนั้นก็ถือว่ามีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน มาเกี่ยวข้อง มี ๒ ประเภท คือ ที่เกี่ยวกับเงิน (pecuniary) และที่ไม่เกี่ยวกับเงิน (non-pecuniary)
หลักการ ๔ ประการสําหรับการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน
- ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ : การทําเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นหน้าที่หลักเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจและให้คําแนะนําภายในกรอบกฎหมายและนโยบาย จะต้องทํางานในขอบเขตหน้าที่ พิจารณาความถูกผิดไปตามเนื้อผ้า ไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตนมาแทรกแซง รวมถึงความเห็นหรือทัศนคติ
- สนับสนุนความโปร่งใสและพร้อมรับผิด : การจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนต้องอาศัย กระบวนการแสวงหา เปิดเผยและจัดการที่โปร่งใส เปิดโอกาสให้ตรวจสอบ และมีความพร้อมรับผิด การเปิดเผยผลประโยชน์ส่วนตนหรือความสัมพันธ์ที่อาจมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นขั้นตอนแรกของการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้กระบวนการอย่างเปิดเผย ทั่วหน้า จะทําให้เจ้าหน้าที่ ร่วมมือและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย
- ส่งเสริมความรับผิดชอบส่วนบุคคลและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง : การแก้ปัญหาหรือ จัดการผลประโยชน์ทับซ้อนจะสะท้อนถึงความยึดหลักคุณธรรมและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่และ องค์กร การจัดการต้องอาศัยข้อมูลนําเข้าจากทุกระดับในองค์กร ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบเรื่องการสร้างระบบและนโยบาย และเจ้าหน้าที่ก็มีความรับผิดชอบต้องระบุผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตนมีเจ้าหน้าที่ต้อง จัดการกับเรื่องส่วนตนเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ทําได้และผู้บริหารก็ต้องเป็นแบบอย่างด้วย
- สร้างวัฒนธรรมองค์กร : ผู้บริหารต้องสร้างสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุน การตัดสินใจในเวลาที่มีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น และการสร้างวัฒนธรรมแห่งความซื่อตรงต่อหน้าที่
สภาการพยาบาลกับการส่งเสริมพยาบาลในการพัฒนาสุขภาพในอนาคต
วิชาชีพการพยาบาลได้พัฒนายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษในประเทศไทย ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาพยาบาล 98 แห่ง ผลิตพยาบาลวิชาชีพจากหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ซึ่งเป็นสาขายอดนิยมใน 10 อันดับแรก แรงจูงใจตั้งต้นในการเรียนพยาบาล คือทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล การเสนอภาพลักษณ์วิชาชีพการพยาบาลในทางบวก ด้วยการจัดการสารสนเทศเพื่อพัฒนาภาพลักษณ์วิชาชีพสำหรับผู้เรียนคาดหวัง เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในการตัดสินใจ เป้าหมายเพื่อทบทวนการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของวิชาชีพการพยาบาล และการพัฒนาภาพลักษณ์วิชาชีพการพยาบาลสำหรับผู้เรียนคาดหวัง จากแนวคิด 6 ด้าน คือ 1) ความภาคภูมิใจในวิชาชีพ 2) รักษาภาพลักษณ์อย่างมืออาชีพ 3) เผยแพร่เรื่องราวของพยาบาลผ่านสื่อ 4) เป็นผู้นำในชุมชน 5) ออกเสียงแสดงความเห็นในวิชาชีพและรักษาสิทธิผู้ป่วย 6) สร้างความแตกต่าง โดยการประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์การพยาบาล ในการจัดการสารสนเทศในวิชาชีพการพยาบาลตามสภาพจริง เพื่อเสนอภาพลักษณ์ทางบวกและทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ สำหรับผู้ตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพการพยาบาลในอนาคต บทความนี้คาดหมายว่าเป็นประโยชน์ต่อสถาบันอุดมศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ ในวางแผนรับนักศึกษาที่ตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพการพยาบาลในอนาคตและองค์การพยาบาลในฐานะผู้ใช้บัณฑิต
แนวคิดผู้บริหารองค์กรกับความคาดหวังบทบาทพยาบาลในอนาคต
ระบบสาธารณสุขในประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น แนวโน้มสังคมผู้สูงวัย เด็กเกิดน้อย เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น พบปัญหาสุขภาพจิต ปัญหายาเสพติด และยังต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคติดต่อและโรคระบาดครั้งใหญ่ เช่น โควิด-19 รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น โลกร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม
ระบบดิจิทัล IPD Paperless ช่วยลดภาระงาน เพิ่มความแม่นยำ
โครงการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เปลี่ยนระบบบริการ จัดการโรงพยาบาลเป็นระบบดิจิทัล (Digital Hospital) เชื่อมต่อด้วยออนไลน์ การเข้าถึงประวัติคนไข้ง่ายขึ้น ลดเวลารอคอย ลดกำลังคน มีเวลาไปดูแลคนไข้มากขึ้น การเปลี่ยนเป็นระบบ IPD Paperless ลดเวลาทำเอกสาร
เมื่อระบบดิจิทัลเชื่อมโยงจะสามารถส่งต่อคนไข้ได้ ส่วนการยกระดับ คือ การพัฒนาระบบและยกระดับบริการให้ประชาชน ได้แก่
1.ปรับภูมิทัศน์โรงพยาบาล ตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลศูนย์ทั่วไป เพราะคนภายนอกจะเห็นรูปโฉมโรงพยาบาล
2.เสริมบริการ ต้องบริการด้วยหัวใจ เสริมเรื่องของการสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับญาติ
3.เพิ่มศักยภาพในการให้บริการ สิ่งสุดท้ายที่คนต้องการ คือ การบริการอย่างสุดความสามารถด้วยเทคโนโลยีที่มีอย่าง Telemedicine รวมถึงเทคโนโลยีที่ดูแลโรคที่เป็นปัญหาสำคัญ เช่น ศูนย์ดูแลโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์ดูแลโรคสมอง และศูนย์มะเร็ง ให้การดูแลรักษามะเร็งอย่างครบวงจร
การถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย สิ่งสำคัญ คือ ต้องดูแลเรื่องระบบสาธารณสุขและการบริการคนไข้ ตามนโยบายที่ รมว.สธ. ในเรื่องของการบริการปฐมภูมิ ตามที่กฎหมาย พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิฯ เป็นการรวมบุคลากร แพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ มารวมตัวกันเพื่อให้บริการประชาชน โดยกฎหมายจะยึดประชาชนเป็นฐาน การขาดพยาบาล 50,000 คน ทำอย่างไรจะเพิ่มได้ภายใน 10 ปี และยังมีพยาบาลที่ยังไม่ได้บรรจุอีก 6,000 คน รวมทั้งต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน "การแก้ปัญหาเรื่องคน ภายใต้กฎระเบียบ ก.พ. แก้ไม่ได้ เพราะบุคลากรสาธารณสุขในเชิงจำนวนมีอยู่ถึง 4 แสนคน มีสาขาวิชาชีพมากมาย ต้องการระเบียบเฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้กำลังร่าง พ.ร.บ.บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขขึ้น
ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ความก้าวหน้าในวิชาชีพ การพัฒนา เดิมไม่สามารถทำได้ แต่ถ้ามีก็จะทำให้การทำงานสะดวกขึ้น โดยเรื่องบุคลากรมีแผนทั้งระยะสั้นและระยะกลาง ส่วนเรื่องการเงินที่เข้าสู่ระบบ ในกระทรวงสาธารณสุขยังไม่เพียงพอ ทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่กระจายได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
เตรียมออกระเบียบให้พยาบาลเกษียณ กลับมาดูแลผู้ป่วยในชุมชน
ต้องออกระเบียบให้พยาบาลที่เกษียณแล้วมาทำงานโฮมวอร์ด มาช่วยดูแลในชุมชนที่ไม่หนักเกินไป ให้มาช่วยงานที่เหมาะสมกับสุขภาพ ทำอย่างไรให้ภาระงานลดลง ผลิตพยาบาลเพิ่มขึ้น ลดภาระงานลง สวัสดิการ ส่วนเรื่องการบรรจุพยาบาลอีก 6,000 ตำแหน่ง ก็จะไปเร่งรัด ก.พ.ต่อไป ปัจจุบันมีการลงทุนเรื่องเทคโนโลยี ลดความผิดพลาด ลดความแออัด แต่ก็ต้องเพิ่มกำลังคนให้เพียงพอ จัดบริการที่เหมาะสมกับชีวิตบุคลากร ให้มี Work-life Balance นอกจากนี้ ยังมีเรื่องบ้านพักทั้งระบบที่ต้องการประมาณแสนยูนิต แต่ที่เร่งด่วน คือ 20,000 ยูนิต ต้องเร่งดำเนินการให้มีบ้านพักอย่างเพียงพอ
ที่ผ่านมา นโยบายที่สำคัญ คือ การดูแลผู้ป่วยยาเสพติด ได้มีการยกระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ให้มีหอผู้ป่วยจิตเวชทุกโรงพยาบาล สามารถดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต โรงพยาบาลชุมชนก็มีกลุ่มงานจิตเวช มีพยาบาลจิตเวชดูแล จึงแก้ปัญหาเรื่องนี้ไปได้ แต่ก็ต้องปรับตัวและพัฒนาต่อไป
น.ส.ปานทิพย์ บุญประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นางฉวี ศักดิ์ขจรยศ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ


