การออกแบบครอบและสะพานฟัน
พิจารณาสำหรับการออกแบบ
1. ประเมินฟันหลัก
2. Biomechanical considerations
3. ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดเองได้
4. มีความสวยงาม
1. ประเมินฟันหลัก
- โครงสร้างแข็งแรง ไม่โยก: จริง ๆ มันโยกได้นิดนึง เพราะต้องมี PDL อยู่ เรียกว่า อยู่ใน physiologic degree เพราะถ้าไม่โยกเลยจะกลายเป็นฟัน ankylosis
- Crown: root ratio – อย่างต่ำ คือ 1:1 ถ้าได้น้อยกว่านั้น เช่น 2:3 ก็ยิ่งดี เพราะยิ่งมีรากที่ยึดอยู่ใน bone เยอะ * crown หมายถึง ส่วนที่อยู่เหนือต่อ bone สมมติว่า เหงือกร่นแล้วมีรากโผล่ขึ้นมา เวลานับ Crown: root ratio ก็ ต้องนับ anatomical crown + รากที่โผล่ขึ้นมาด้วยนะ * root คือ ส่วนที่มี bone ดันอยู่
- Root configuration (รูปทรงของราก) : ถ้าแปลกประหลาดจะยิ่งยึดกับ bone ได้ดีกว่า – รี ดีกว่ากลม – กาง ดีกว่ารวบ – ยิ่งมีหลายรากยิ่งดี เช่น molar บน มี 3 ราก แม้ bone loss ไปแล้ว 2 ราก เหลือราก เดียวที่มี bone ยึดอยู่ ก็ยังแน่นอยู่เลย *สรุป = ยิ่งรี ยิ่งมีหลายราก ยิ่งกาง → ยิ่งดีกว่า ยิ่งแน่นกว่า
2. Biomechanical considerations
- สะพานฟันที่ปลอดภัย ต้องมีฟันหลักอยู่ 2 ข้างหัวท้าย (เหมือนเวลาข้ามสะพานก็ต้องมีเสา 2 ฝั่งไง)
- ทำฟันหลักตัวเดียว เรียกว่า cantilever bridge – ลักษณะนี้จะทำให้เกิดการโหนที่ฟันหลัก ฟันหลักจะเหนื่อยเพราะรับภาระเยอะ - มีบางคนใช้เพราะเป็นการ conservative ไม่ต้องไปกรอฟันหลัก 2 ซี่ กรอแค่ซี่เดียว
- ใช้ได้น้อยกรณี เช่น กรณีที่ช่องมันแคบ ๆ หรือเป็นบริเวณที่ไม่ได้รับแรง 3. ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดเองได้ ผู้ที่ใส่ bridge จะต้องสามารถทำความสะอาดเองได้ ไม่งั้นเหงือกภายใต้ bridge จะเกิดการอักเสบขึ้น โดยGingival embrassure ต้องสูงพอ เวลาเอาไหมขัดฟันใส่ จะเริ่มใส่ตรง embrasure ดังนั้นเราต้องทำให้บริเวณใต้ต่อสะพานฟัน เอื้ออำนวยต่อการที่จะนำไหมขัดฟันเข้าไปทำความสะอาด ไหมขัดฟันที่ใช้จะเป็นชนิดพิเศษคือ Super floss(หัวแหลม-หางฟู) หรือจะใช้เป็น floss threader (ตัวนำไหม ใช้ร้อยไหมขัดฟัน ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงเข็มเย็บผ้า) เพราะฉะนั้น Gingival embrassure ต้องสูงพอที่จะให้คนไข้แหย่floss เข้าไปได้
4. มีความสวยงาม
- บริเวณที่เกี่ยวข้องมากๆเลยก็คือบริเวณปลายฟัน และคอฟัน
ปลายฟัน : เป็นจุดที่เวลาเรายิ้มก็จะเห็นได้ชัด จึงต้องทำปลายฟันให้เหมือนฟัน ธรรมชาติที่สุด เช่น ถ้าปลายฟันจริงเขาใส เราก็ต้องทำให้ใสเหมือนอีกข้าง
คอฟัน : เป็นจุด critical เหมือนกัน เพราะว่าจุดนี้มันจะใกล้ส่วนที่เป็นโลหะ ในกรณี PFM เราจึงต้องทำให้มันกลบสีโละที่มันทึบๆ ไม่งั้นมันจะโชว์เป็นสีเทาขึ้นมา ไม่สวย
รากเทียม Implant
คำนิยาม Implant เป็นวัสดุชนิดหนึ่งที่ฝังเข้าไปในกระดูก โดยจะยึดกับกระดูกและสามารถใช้งานได้ โดย ส่วนมากทำมาจาก titanium Implant VS Conventional treatment - Conventional treatment ที่มาระดับเดียวกับ implant คือ dental bridge เพราะการทำ implant คือการใส่ฟันทดแทนเข้าไป (แต่ crown นี่ไม่ใช่นะจ๊ะ เพราะมันคือการ restoration ฟันที่มีราก)
- ข้อเสียของ bridge คือ ต้องมีการกรอฟัน ทำให้สูญเสียเนื้อฟัน และมันเป็น unit ที่ยึดติดกัน ถ้ามีซี่ ใดซี่หนึ่งเสียมันก็จะพากันเสีย
- ข้อดีของ implant ก็คือ ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง เวลามีปัญหาก็มีปัญหาแค่ซี่เดียว ไม่ต้องเกี่ยวกับซี่ ข้างเคียง
- ถอนฟันทุกครั้งจะเกิดกระดูกละลาย แต่ถ้ามี implant กระดูกจะไม่ละลาย - Implant จะเหมือนธรรมชาติเพราะมีรากเดียว รูปร่างเหมือนธรรมชาติ ความแข็งแรงคล้าย ธรรมชาติ
- Implant ต้องอาศัยการผ่าตัด ถ้าคนไข้ผ่าตัดไม่ได้ก็ทำ implant ไม่ได้
- Implant ใช้เวลาทำนาน 3, 6 เดือน แล้วแต่เทคนิค (ระหว่างรอก็ใส่ temp ไม่ก็ใส่ TP) - Technique ค่อนข้างซับซ้อน ****เราจะเลือก implant เป็นทางเลือกแรก แต่ก็ต้องให้คนไข้เป็นคนเลือกด้วยนะจ๊ะ****
Indication for dental implant
- ทุกคนไม่สามารถทำได้ เพราะบางคนมี alveolar ridge ไม่เพียงพอก็ไม่สามารถทำได้ หรืออาจจะ ทำได้เเต่ซับซ้อน ต้องปลูกกระดูก
- ทำกับคนไข้ที่ใส่ removable denture ไม่ได้ ก็ต้องทำ implant แทน
- ทำตามความคาดหวังของคนไข้ คนไข้อยากทำ
Contra indication for Dental implant
- ถ้าคนไข้ไม่มี bone ก็ทำไม่ได้ (สำคัญสุด)
- ถ้าตำแหน่งที่จะใส่ implant ถูกถอนไปนาน ฟันข้างเคียงมันจะเคลื่อนเข้าหากัน ทำให้ไม่มี space เพียงพอที่จะใส่ implant
- ต้องมี bone support
- ถ้าคนไข้มีโรคประจำตัวรุนแรงก็ไม่สามารถทำได้
- ถ้ามี bruxism ต้องรักษาก่อน
- Oral habits ต่าง ๆ
- Anatomic ที่ผิดปกติต่าง ๆ เช่น มี sinus ยื่นลงไปที่ bone
- ถ้าคนไข้ดูแลรักษาทำความสะอาดฟันไม่ได้ก็ไม่สามารถใช้ implant ได้เพราะถ้ารักษาทำความสะอาด ไม่ดี จะเกิด infection ทำให้เหงือกอักเสบ ลงไปที่ bone ก็ทำให้ implant fail


